<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8333756831206147970</id><updated>2011-04-21T14:11:02.579-07:00</updated><category term='การศึกษา'/><category term='สังคมศึกษา'/><title type='text'>KHAM KHUN HOME 02 SOCIAL</title><subtitle type='html'>รวบรวมบทเรียน วิชาสังคมศึกษา</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://khamkhunhome02.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8333756831206147970/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khamkhunhome02.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Mr.noname</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16347844882645279395</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>3</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8333756831206147970.post-3616580013208015753</id><published>2008-04-07T21:09:00.000-07:00</published><updated>2008-04-07T21:39:25.112-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สังคมศึกษา'/><title type='text'>สังคม O-net 1 มนุษย์กับสังคม</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;&lt;strong&gt;มนุษย์กับสังคม&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในสังคม สัตว์ในสังคมมีอยู่ 2 ชนิด คือ&lt;br /&gt;1. สัตว์โลก ชอบอยู่โดดเดี่ยว ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน&lt;br /&gt;2. สัตว์สังคม เป็นสัตว์ที่ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนอาศัยพึ่งพากันมนุษย์จัดอยู่ในสังคมชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะที่เหมือนและแตกต่างจากสัตว์สังคมชนิดอื่นๆ เช่น พวกมดผึ้งปลวก ลิง ช้าง เป็นต้น สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นและทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง คือ มนุษย์มีวัฒนธรรม ส่วนสัตว์มีสัญชาตญาณ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;วัฒนธรรม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;วัฒนธรรม หมายถึง วิถีชีวิตหรือแบบแผนของพฤติกรรมในสังคม ซึ่งสมาชิกในสังคมนั้นได้ปฏิบัติถ่ายทอด&lt;br /&gt;สืบกันมาตามแนวความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ ความรู้สึก และสิ่งประดิษฐ์เพื่อความเจริญ&lt;br /&gt;งอกงาม หรืออาจกล่าวได้ว่า วัฒนธรรม คือ สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือผลิตขึ้นเพื่อความเจริญงอกงาม&lt;br /&gt;ในวิถีชีวิตของมนุษย์ในส่วนรวม ที่ถ่ายทอดกันได้ เลียนแบบกันได้ เอาอย่างกันได้ วัฒนธรรมมิใช่สิ่งที่ดีงามสำหรับคนทั่วไป แต่ต้องเป็นสิ่งที่คนในสังคมนั้นๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ลักษณะที่สำคัญของวัฒนธรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;1. เป็นวิถีทางในการดำเนินชิวิตของมนุษย์&lt;br /&gt;2. เป็นสิ่งที่ได้มาจากการเรียนรู้&lt;br /&gt;3. เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้&lt;br /&gt;4. เป็นสิ่งที่ดีงามของสังคมนั้น&lt;br /&gt;5. เป็นมรดกของสังคม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;&lt;strong&gt;ประเภทของวัฒนธรรม&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;โดยทั่วไปวัฒนธรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;1. วัฒนธรรมทางวัตถุ&lt;/span&gt; (Material Anlture)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;2. วัฒนธรรมทางจิตใจ&lt;/span&gt;หรือวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ (Nomaterial Anlture)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;ตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485 นั้น แบ่งวัฒนธรรมออกเป็น 4 ประเภท คือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;1.&lt;span style="color:#3366ff;"&gt; คติธรรม&lt;/span&gt; วัฒนธรรมเกี่ยวกับศาสนา&lt;br /&gt;2. &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;เนติธรรม&lt;/span&gt; วัฒนธรรมทางกฎหมาย&lt;br /&gt;3. &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;วัตถุธรรม&lt;/span&gt; วัฒนธรรมทางวัตถุ&lt;br /&gt;4. &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สหธรรม&lt;/span&gt; วัฒนธรรมในการดำเนินชีวิตทั่วๆ ไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราแบ่งวัฒนธรรมตามขนาดของสังคม วัฒนธรรมจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ วัฒนธรรมหลักและวัฒนธรรมย่อย&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;วัฒนธรรมหลัก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หมายถึง วัฒนธรรมของสังคมใหญ่ สังคมใหญ่เป็นสังคมที่ประกอบด้วยสังคมย่อยๆ&lt;br /&gt;หลายสังคม&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;วัฒนธรรมย่อย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หมายถึง รูปแบบพฤติกรรมของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์ของ&lt;br /&gt;ตนเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;font-size:85%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;ความสำคัญของวัฒนธรรม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;1. เป็นสิ่งกำหนดรูปแบบของสถาบันซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละสังคม&lt;br /&gt;2. เป็นสิ่งที่กำหนดพฤติกรรมของมนุษย์&lt;br /&gt;3. เป็นเครื่องควบคุมให้สังคมเป็นระเบียบได้&lt;br /&gt;4. เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์&lt;br /&gt;หน้าที่ของวัฒนธรรม&lt;br /&gt;1. สามารถสนองความต้องการต่างๆ ทางร่างกายได้ครบถ้วน&lt;br /&gt;2. เพื่อสร้างอาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ มาชดเชยขีดจำกัดทางชีววิทยาของมนุษย์ที่ไม่มีพละกำลัง&lt;br /&gt;ความแข็งแกร่งเหมือนสัตว์ ทั้งนี้เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองและเพื่อความอยู่รอดของสังคม&lt;br /&gt;3. เป็นเครื่องมือในการควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม&lt;br /&gt;นอกจากเรื่องวัฒนธรรมทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์อย่างแท้จริงแล้ว มนุษย์ยังต้องอยู่ในสังคม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สังคม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สังคม&lt;/span&gt; หมายถึง กลุ่มคนขนาดใหญ่ที่อยู่รวมกันโดยกลุ่มนั้นสามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งมีการจัดระเบียบ&lt;br /&gt;ในการอยู่ร่วมกันเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของสมาชิกในสังคม นอกจากนี้สมาชิกยังมี&lt;br /&gt;วิถีชีวิตในรูปแบบเดียวกัน มีความผูกพันกัน และมีวัตถุประสงค์ในการเข้ามาอยู่รวมกลุ่มเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน&lt;br /&gt;องค์ประกอบที่สำคัญของสังคม คือ&lt;br /&gt;1. กลุ่มคนทุกเพศ ทุกวัย&lt;br /&gt;2. ความสัมพันธ์ของคนในสังคม&lt;br /&gt;3. มีดินแดนที่เป็นหลักแหล่งแน่นอน&lt;br /&gt;4. มีวิถีทางในการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมร่วมกัน&lt;br /&gt;5. มีความยาวนานในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งเรียกว่า เป็นความมั่นคงถาวร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;การที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกันในสังคม เพราะมนุษย์ต้องการตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆ ของตน คือ&lt;br /&gt;- ความต้องการทางชีวภาพ คือ ความต้องการในสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิตรอดของมนุษย์ ส่วนมากจะ&lt;br /&gt;คล้ายคลึงกับสัตว์อื่น เช่น ต้องการอากาศ เป็นต้น&lt;br /&gt;- ความต้องการทางกายภาพ คือ ความต้องการสิ่งต่างๆ เพื่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน เช่น&lt;br /&gt;ที่อยู่อาศัย เป็นต้น&lt;br /&gt;- ความต้องการทางจิตวิทยา เป็นความต้องการทางจิตใจ เช่น ต้องการให้คนรักตน&lt;br /&gt;- ความต้องการทางสังคม คือ การต้องการจะติดต่อกับคนอื่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;&lt;strong&gt;สถาบันทางสังคม&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สถาบันทางสังคม&lt;/span&gt; (Social institution) หมายถึง วิถีทางปฏิบัติที่มีระเบียบแบบแผน เป็นระบบซึ่งถูกจัดขึ้น&lt;br /&gt;และมีความมั่นคงถาวรเพื่อประโยชน์ร่วมกันในการตอบสนองความจำเป็นด้านต่างๆ ของสังคมหรืออาจกล่าวได้ว่า&lt;br /&gt;สถาบันสังคม หมายถึง กฎเกณฑ์หรือระเบียบแบบแผนของสังคม สำหรับเป็นแนวในการปฏิบัติหรือติดต่อระหว่างกัน&lt;br /&gt;และในการทำหน้าที่สนองความต้องการและความจำเป็นของสังคม กฎเกณฑ์หรือระเบียบแบบแผนนี้มักจัดไว้เป็น&lt;br /&gt;หมวดหมู่ ตามประเภทของความต้องการที่จำเป็นของสังคม ซึ่งสถาบันสังคมที่สำคัญ คือ&lt;br /&gt;1. สถาบันครอบครัว&lt;br /&gt;2. สถาบันการปกครอง&lt;br /&gt;3. สถาบันเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;4. สถาบันการศึกษา&lt;br /&gt;5. สถาบันศาสนา&lt;br /&gt;6. สถาบันนันทนาการ&lt;br /&gt;7. สถาบันสื่อสารมวลชน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;การที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกันในสังคม เพราะมนุษย์ต้องการตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆ ของตน คือ&lt;br /&gt;- ความต้องการทางชีวภาพ คือ ความต้องการในสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิตรอดของมนุษย์ ส่วนมากจะ&lt;br /&gt;คล้ายคลึงกับสัตว์อื่น เช่น ต้องการอากาศ เป็นต้น&lt;br /&gt;- ความต้องการทางกายภาพ คือ ความต้องการสิ่งต่างๆ เพื่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน เช่น&lt;br /&gt;ที่อยู่อาศัย เป็นต้น&lt;br /&gt;- ความต้องการทางจิตวิทยา เป็นความต้องการทางจิตใจ เช่น ต้องการให้คนรักตน&lt;br /&gt;- ความต้องการทางสังคม คือ การต้องการจะติดต่อกับคนอื่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สถาบันทางสังคม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สถาบันทางสังคม&lt;/span&gt; (Social institution) หมายถึง วิถีทางปฏิบัติที่มีระเบียบแบบแผน เป็นระบบซึ่งถูกจัดขึ้น&lt;br /&gt;และมีความมั่นคงถาวรเพื่อประโยชน์ร่วมกันในการตอบสนองความจำเป็นด้านต่างๆ ของสังคมหรืออาจกล่าวได้ว่า&lt;br /&gt;สถาบันสังคม หมายถึง กฎเกณฑ์หรือระเบียบแบบแผนของสังคม สำหรับเป็นแนวในการปฏิบัติหรือติดต่อระหว่างกัน&lt;br /&gt;และในการทำหน้าที่สนองความต้องการและความจำเป็นของสังคม กฎเกณฑ์หรือระเบียบแบบแผนนี้มักจัดไว้เป็น&lt;br /&gt;หมวดหมู่ ตามประเภทของความต้องการที่จำเป็นของสังคม ซึ่งสถาบันสังคมที่สำคัญ คือ&lt;br /&gt;1. สถาบันครอบครัว&lt;br /&gt;2. สถาบันการปกครอง&lt;br /&gt;3. สถาบันเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;4. สถาบันการศึกษา&lt;br /&gt;5. สถาบันศาสนา&lt;br /&gt;6. สถาบันนันทนาการ&lt;br /&gt;7. สถาบันสื่อสารมวลชน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สถาบันครอบครัว&lt;/span&gt; เป็นสถาบันสังคมที่เก่าแก่และเป็นรากฐานของระบบสังคมทั้งหลายเป็นสถาบันที่มีความ&lt;br /&gt;คงทนที่สุดที่ทุกสังคมมนุษย์จะต้องมีสถาบันนี้&lt;br /&gt;หน้าที่ของสถาบันครอบครัว&lt;br /&gt;1. สร้างสรรค์สมาชิกใหม่เพื่อการดำรงอยู่ของสังคมเป็นการทดแทนสมาชิกเก่าที่ตายไป&lt;br /&gt;2. บำบัดความต้องการทางเพศ&lt;br /&gt;3. เลี้ยงดูผู้เยาว์ให้เจริญเติบโตในสังคม&lt;br /&gt;4. ให้การอบรมสั่งสอนแก่เด็กให้รู้จักระเบียบของสังคม&lt;br /&gt;5. กำหนดสถานภาพแก่สมาชิก&lt;br /&gt;6. ให้ความรักความอบอุ่นแก่สมาชิก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;&lt;strong&gt;สถาบันเศรษฐกิจ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เป็นสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการบริโภค&lt;br /&gt;หน้าที่ของสถาบันเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;1. บำบัดความต้องการทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;2. ให้ความสะดวกแก่มนุษย์ในการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;3. พัฒนาและสร้างความเจริญก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;&lt;strong&gt;สถาบันการศึกษา&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ความคิดให้แก่สมาชิกในสังคม โดยมีจุดมุ่งหมาย&lt;br /&gt;ที่สำคัญที่จะให้สมาชิกของสังคมมีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม มีวัฒนธรรม สามารถทำประโยชน์แก่สังคม&lt;br /&gt;ส่วนรวม สถาบันการศึกษามีบทบาทสำคัญต่อสังคมปัจจุบัน เพราะการศึกษามิใช่เป็นเรื่องของการแสวงหาความรู้&lt;br /&gt;เฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น หากเป็นการศึกษาเพื่อให้เกิดความคิดและเกิดปัญญาในสิ่งที่จะนำความรู้นั้นๆ ไป&lt;br /&gt;แก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้เจริญก้าวหน้า บุคคลที่มีการศึกษาดี จึงหมายถึงบุคคลที่สามารถ&lt;br /&gt;แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้เป็นผลสำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สถาบันศาสนา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; เป็นแบบแผนของความเชื่อที่มั่นคงและเป็นแบบแผนของพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;กับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ สถาบันนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและก่อให้เกิดแบบ&lt;br /&gt;แห่งความประพฤติของมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;หน้าที่ของสถาบันศาสนา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;1. เป็นพื้นฐานของกฎ ศีลธรรม และสร้างจริยธรรมของสังคมและศาสนา เป็นเครื่องกำหนดแนวทางและ&lt;br /&gt;นโยบายทางสังคม&lt;br /&gt;2. เป็นพื้นฐานสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครอง&lt;br /&gt;3. เป็นเสมือนกลไกสำคัญในการควบคุมทางสังคมเพื่อให้เกิดความประพฤติที่ถูกต้องเพื่อนำไปสู่ความสงบ&lt;br /&gt;สถาบันการปกครอง เป็นสถาบันเก่าแก่เกี่ยวกับการจัดระเบียบ และการใช้อำนาจทางการปกครองของ&lt;br /&gt;แต่ละสังคม&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;หน้าที่ของสถาบันการปกครอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;1. เพื่อระงับข้อขัดแย้งระหว่างบุคคล&lt;br /&gt;2. เพื่อคุ้มครองบุคคลให้ปลอดภัย&lt;br /&gt;3. รักษาความสงบเรียบร้อย ส่งเสริมความมั่นคง และสวัสดิการทางสังคม&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สถาบันนันทนาการ&lt;/span&gt; เป็นสถาบันเกี่ยวกับการพักผ่อนหย่อนใจ สถาบันนี้มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่&lt;br /&gt;เพื่อประโยน์ในการพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งในรูปกีฬาและการบันเทิง ทำให้เกิดประเพณีต่างๆ&lt;br /&gt;สถาบันสื่อสารมวลชน เป็นเรื่องเกี่ยวกับข่าวสารโดยอาศัยภาษาของสังคมเป็นสื่อกลางโดยมีการวางแผน&lt;br /&gt;สำหรับการปฏิบัติไว้เพื่อเป็นประโยชน์ในการรับข่าวสารของประชาชน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8333756831206147970-3616580013208015753?l=khamkhunhome02.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khamkhunhome02.blogspot.com/feeds/3616580013208015753/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8333756831206147970&amp;postID=3616580013208015753' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8333756831206147970/posts/default/3616580013208015753'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8333756831206147970/posts/default/3616580013208015753'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khamkhunhome02.blogspot.com/2008/04/o-net-1.html' title='สังคม O-net 1 มนุษย์กับสังคม'/><author><name>Mr.noname</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16347844882645279395</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8333756831206147970.post-8999011169455589041</id><published>2007-11-07T17:25:00.001-08:00</published><updated>2007-11-07T17:25:12.717-08:00</updated><title type='text'>คอมพิวเตอร์เบื้องต้น</title><content type='html'>&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;บทที่ 1 คอมพิวเตอร์เบื้องต้น&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;          เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำงานได้นั้นจะต้องประกอบไปด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วนใหญ่ๆ ด้วยกัน คือส่วนแรกนั้นจะเป็นอุปกรณ์ต่างๆ หรือที่เรียกว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware) เช่น จอภาพ ซีพียู คีย์บอร์ด เครื่องพิมพ์ เมาส์ เป็นต้น ส่วนที่สอง เรียกว่า ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึงโปรแกรมต่างๆ ที่ใช้สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการ ส่วนสุดท้ายเรียกว่า พีเพิลแวร์ (Peopleware) ซึ่งหมายถึง บุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เช่น พนักงานป้อนข้อมูล, นักเขียนโปรแกรม, นักวิเคราะห์ระบบ ทั้งสามส่วนนี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของคอมพิวเตอร์ถ้าขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไปแล้ว คอมพิวเตอร์ก็จะไม่สามารถใช้งานได้เลย&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;         &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt; 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;          หมายถึงส่วนที่เป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยหน่วยต่างๆ 4 หน่วยดังนี้&lt;br /&gt;·         หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)&lt;br /&gt;·         หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)&lt;br /&gt;·         หน่วยความจำ (Memory Unit)&lt;br /&gt;·         หน่วยแสดงผลลัพธ์ (Output Unit)&lt;br /&gt;           &lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt; หน่วยรับข้อมูล&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;          ทำหน้าที่ในการรับข้อมูลหรือคำสั่งจากภายนอกเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจำ เพื่อเตรียมประมวลผลข้อมูลตามที่ต้องการ ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการนำเข้าข้อมูลที่ใช้กันอยู่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันนั้นมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน สำหรับอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;·         แป้นพิมพ์ (Keyboard)&lt;br /&gt;·         เมาส์ (Mouse)&lt;br /&gt;·         สแกนเนอร์ (Scanner)&lt;br /&gt;·         จอยสติ๊ก (Joystick)&lt;br /&gt;·         จอภาพสัมผัส (Touch Screen)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;·         กล้องดิจิตอล (Digital Camera)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;         &lt;strong&gt; &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;หน่วยประมวลผลกลาง&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ทำหน้าที่ในการประมวลผล แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ&lt;br /&gt;หน่วยควบคุม (control unit) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน ควบคุมการเขียนอ่านข้อมูลระหว่างหน่วยความจำของซีพียู ควบคุมกลไกการทำงานทั้งหมดของระบบ ควบคุมจังหวะเวลา โดยมีสัญญาณนาฬิกาเป็นตัวกำหนดจังหวะการทำงาน&lt;br /&gt;หน่วยคำนวณและตรรกะ (arithmetic and logic unit) เป็นหน่วยที่มีหน้าที่นำเอาข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสองมาประมวลผลทางคณิตศาสตร์และตรรกะ เช่น การบวก การลบ การเปรียบเทียบ และ การสลับตัวเลข เป็นต้น การคำนวณทำได้เร็วตามจังหวะการควบคุมของหน่วยควบคุม&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;           &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt; &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;หน่วยความจำ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;          ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลหรือคำสั่งต่างๆ ที่รับจากภายนอกเข้ามาเก็บไว้เพื่อประมวลผลและยังเก็บผลที่ได้จากการประมวลผลไว้เพื่อแสดงผลอีกด้วย แบ่งออกเป็น          หน่วยความจำหลัก - เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องอาศัยหน่วยความจำหลักเพื่อใช้เก็บข้อมูลและคำสั่งซีพียูมีการทำงานเป็นวงรอบโดยการคำสั่งจากหน่วยความจำหลักมาแปลความหมายแล้วกระทำตาม เมื่อทำเสร็จก็จะนำผลลัพธ์มาเก็บในหน่วยคำจำหลัก ซีพียูจะกระทำตามขั้นตอนเช่นนี้เรื่อย ๆ ไปอย่างรวดเร็ว เรียกการทำงานลักษณะนี้ว่า วงรอบของคำสั่ง การแบ่งประเภทหน่วยความจำหลัก ถ้าแบ่งตามลักษณะการเก็บข้อมูล กล่าวคือถ้าเป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลไว้แล้ว หากไฟฟ้าดับ คือไม่มีไฟฟ้าจ่ายให้กับวงจรหน่วยความจำ ข้อมูลที่เก็บไว้จะหายไปหมด เรียกหน่วยความจำประเภทนี้ว่า หน่วยความจำแบบลบเลือนได้ (volatile memory) แต่ถ้าหน่วยความจำเก็บข้อมูลได้โดยไม่ขึ้นกับไฟฟ้าที่เลี้ยงวงจร ก็เรียกว่า หน่วยความจำไม่ลบเลือน (nonvolatile memory) แต่โดยทั่วไปการแบ่งประเภทของหน่วยความจำจะแบ่งตามสภาพการใช้งาน เช่น ถ้าเป็นหน่วยความจำที่เขียนหรืออ่านข้อมูลได้ การเขียนหรืออ่านจะเลือกที่ตำแหน่งใดก็ได้ เราเรียกหน่วยความจำประเภทนี้ว่า แรม (Random Access Memory: RAM) แรมเป็นหน่วยความจำแบบลบเลือนได้ และหากเป็นหน่วยความจำที่ซีพียูอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถเขียนลงไปได้ ก็เรียกว่า รอม (Read Only Memory : ROM) รอมจึงเป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลหรือโปรแกรมไว้ถาวร เช่นเก็บโปรแกรมควบคุมการจัดการพื้นฐานของระบบไมโครคอมพิวเตอร์ (bios) รอมส่วนใหญ่เป็นหน่วยความจำไม่ลบเลือนแต่อาจยอมให้ผู้พัฒนาระบบลบข้อมูลและเขียนข้อมูลลงไปใหม่ได้ การลบข้อมูลนี้ต้องทำด้วยกรรมวิธีพิเศษ เช่น ใช้แสงอุลตราไวโลเล็ตฉายลงบนผิวซิลิกอน หน่วยความจำประเภทนี้มักจะมีช่องกระจกใสสำหรับฉายแสงขณะลบ และขณะใช้งานจะมีแผ่นกระดาษทึบปิดทับไว้ เรียกหน่วยความจำประเภทนี้ว่า อีพร็อม (Erasable Programmable Read Only Memory : EPROM)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;       &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;หน่วยความจำสำรอง&lt;/span&gt; -  ใช้เป็นส่วนเพิ่มหน่วยความจำให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น ทำงานติดต่อยู่กับส่วนความจำหลัก โดยปกติแล้วหน่วยความจำสำรองจะมีความจุมากและมีราคาถูกกว่าหน่วยความจำหลัก แต่เรียกหาข้อมูลได้ช้ากว่า เช่น ฮาร์ดดิสก์, ฟลอบปี้ดิสก์&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;                  &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;                       &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;strong&gt;หน่วยแสดงผลลัพธ์&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ทำหน้าที่ในการแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการ คำนวณและประมวลผลในรูปแบบที่มนุษย์เข้าใจ สำหรับอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการแสดงผลนั้น ยกตัวอย่างเช่น&lt;br /&gt;          - จอภาพ (Monitor)&lt;br /&gt;          - เครื่องพิมพ์ (Printer)&lt;br /&gt;          - ลำโพง (Speaker)          &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;          - พล็อตเตอร์ (Plotter)&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;                  2. ซอฟต์แวร์          &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;      ซอฟต์แวร์ (Software)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; หมายถึงส่วนที่ทำหน้าที่เป็นคำสั่งที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออาจเรียกว่า “โปรแกรม” ก็ได้ ซึ่งหมายถึง คำสั่งหรือชุดของคำสั่ง ซึ่งสามารถใช้เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เราต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำอะไร ก็เขียนเป็นคำสั่ง ซึ่งจะต้องสั่งเป็นขั้นเป็นตอน และแต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างละเอียดและครบถ้วน ซึ่งจะเกิดเป็นงานชิ้นหนึ่งขึ้นมามีชื่อเรียกว่า โปรแกรม ผู้ที่เขียนโปรแกรมดังกล่าวก็จะเรียกว่า นักเขียนโปรแกรม (Programmer) สำหรับการเขียนโปรแกรมนั้นจะต้องใช้ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมโดยเฉพาะ ซึ่งหมายถึง ภาษาที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาเบสิก ภาษาโคบอล ภาษาปาสคาล เป็นต้น โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาก็จะนำไปใช้ในงานเฉพาะอย่าง เช่น โปรแกรมสต็อกสินค้าคงคลัง โปรแกรมคำนวณภาษี โปรแกรมคิดเงินเดือนพนักงาน เป็นต้น &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;       ซอฟต์แวร์จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8333756831206147970-8999011169455589041?l=khamkhunhome02.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khamkhunhome02.blogspot.com/feeds/8999011169455589041/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8333756831206147970&amp;postID=8999011169455589041' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8333756831206147970/posts/default/8999011169455589041'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8333756831206147970/posts/default/8999011169455589041'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khamkhunhome02.blogspot.com/2007/11/blog-post_07.html' title='คอมพิวเตอร์เบื้องต้น'/><author><name>Mr.noname</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16347844882645279395</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8333756831206147970.post-1179657107191180320</id><published>2007-11-06T21:34:00.000-08:00</published><updated>2007-11-06T21:34:09.990-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การศึกษา'/><title type='text'>แบบทดสอบคอมพิวเตอร์</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp0.blogger.com/_1DGBp50jS1U/RzFOKX2MFOI/AAAAAAAAAAM/YAVq_hAAQT0/s1600-h/women01.gif"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5129967390658663650" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_1DGBp50jS1U/RzFOKX2MFOI/AAAAAAAAAAM/YAVq_hAAQT0/s320/women01.gif" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำชี้แจง ให้นักเรียนคลิกเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด&lt;br /&gt;1. คอมพิวเตอร์มีบทบาทกับการศึกษาอย่างไร&lt;br /&gt;ก. นำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น ทำสื่อต่างๆ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นต้น&lt;br /&gt;ข. ใช้ในงานบริหารของโรงเรียน เช่น การจัดทำประวัตินักเรียน ประวัติครูอาจารย์ เป็นต้น&lt;br /&gt;ค. ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ เช่นการค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต&lt;br /&gt;ง. ถูกทุกข้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. หน่วยใดมีลักษณะการทำงานคล้ายกับสมองของมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. หน่วยประมวลผล&lt;br /&gt;ข. หน่วยรับข้อมูล&lt;br /&gt;ค. หน่วยความจำ&lt;br /&gt;ง. หน่วยแสดงผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. คอมพิวเตอร์ยุคใด ใช้วงจรไอซี (Integrated Circuit) เป็นหลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. คอมพิวเตอร์ยุคแรก&lt;br /&gt;ข. คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2&lt;br /&gt;ค. คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3์&lt;br /&gt;ง. คอมพิวเตอร์ยุคในยุคปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า notebook จัดว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. Super Computer&lt;br /&gt;ข. Mainframe Computer&lt;br /&gt;ค. Mini Computer&lt;br /&gt;ง. Micro Computer&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ข้อใด เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลเบื้องต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. จอภาพ&lt;br /&gt;ข. คีย์บอร์ด&lt;br /&gt;ค. เครื่องพิมพ์&lt;br /&gt;ง. เคส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;6. อุปกรณ์ที่ช่วยในการสำรองไฟฟ้าเวลาไฟดับหรือไฟตก เรียกว่าอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. Power Supply&lt;br /&gt;ข. Monitor&lt;br /&gt;ค. UPS&lt;br /&gt;ง. Case&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;7. หน่วยความจำในข้อใด มีความจุมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. SDRAM&lt;br /&gt;ข. Hard Disk&lt;br /&gt;ค. CD-ROM Disk&lt;br /&gt;ง. Floppy Disk&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;8. อุปกรณ์ในข้อใด ถือว่าเป็นอุปกรณ์ต่อพ่วง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. เมาส์&lt;br /&gt;ข. คีย์บอร์ด&lt;br /&gt;ค. เครื่องพิมพ์&lt;br /&gt;ง. สายไฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;9. ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เรียกว่าอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. ซอฟต์แวร์&lt;br /&gt;ข. ฮาร์ดแวร์&lt;br /&gt;ค. พีเพิลแวร์&lt;br /&gt;ง. ระเบียบวิธปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;10. การต่อสัญญาณภาพเข้าจอคอมพิวเตอร์ ต้องต่อกับพอร์ตใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก. USB Port&lt;br /&gt;ข. Pararell Port&lt;br /&gt;ค. VGA Por&lt;br /&gt;ง. Serial Port&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8333756831206147970-1179657107191180320?l=khamkhunhome02.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khamkhunhome02.blogspot.com/feeds/1179657107191180320/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8333756831206147970&amp;postID=1179657107191180320' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8333756831206147970/posts/default/1179657107191180320'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8333756831206147970/posts/default/1179657107191180320'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khamkhunhome02.blogspot.com/2007/11/blog-post.html' title='แบบทดสอบคอมพิวเตอร์'/><author><name>Mr.noname</name><uri>http://www.blogger.com/profile/16347844882645279395</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp0.blogger.com/_1DGBp50jS1U/RzFOKX2MFOI/AAAAAAAAAAM/YAVq_hAAQT0/s72-c/women01.gif' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
